A beautiful mistake

A beautiful mistake

เคยบ้างมั้ยที่ความผิดพลาดบางอย่างทำให้เราได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ นี่ก็เหมือนกัน ฟิล์มม้วนนี้เป็นฟิล์มม้วนแรกที่ถ่ายตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ แต่เกิดความผิดพลาดเพราะว่าดันเอาฟิล์มที่ถ่ายไปแล้วมาใส่ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นรูปที่แปลกตา ดูไปดูมาแล้วก็สวยดี เลยเอามาแชร์ให้ดูกัน

Life can be unexpected sometimes

 

chok_kAA030Achok_kAA022Achok_kAA013Achok_kAA014Achok_kAA006Achok_kAA004Achok_kAA005Achok_kAA002A

Find Your Words in 2017

IMG_3872

เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาได้มาอ่านเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการหา’คำ’ของเราในแต่ละปี เคยมั้ยที่ตั้ง New Year Resolusion ว่าปีนี้จะออกกำลัง ปีนี้จะทำนู่น ปีนี้จะทำนี่ แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า เราก็เป็นหนึ่งในนั้น ตั้งไว้ตั้งแต่ตัวเองอยู่ม.ปลาย ทุกๆปีไม่เคยมีปีไหนเลยที่เราสำเร็จทั้งปี จนกระทั่งปีนี้ได้มาเจอบทความของคุณ Susannah จาก http://www.susannahconway.com/word/ เค้าจัดทำป็น 5 day tutorial ฟรี เพื่อช่วยเราค้นหา’คำ’ที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในแต่ละปี มันเจ๋งมาก

เค้าบอกว่าส่วนใหญ่เลยการตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะทำนู่นนี่เนี่ยมันเป็นเป้าล่อความล้มเหลวอยู่แล้ว คืออย่างเช่น เราตั้งใจว่าปีนี้จะออกกำลัง อาทิตย์ละ 3 ครั้งทุกอาทิตย์ แต่ถ้าอาทิตย์ไหนเราไม่ได้ทำปุ๊บ เราก็จะรู้สึกล้มเหลว ขาดพลังที่จะทำต่อไป คุณ Susannah ก็บอกว่าแทนที่เราจะตั้งเป้าหมายที่มีความล้มเหลวสูงแบบนี้ เรามาหา ‘คำ’ ที่จะช่วยสร้างพลัง และ ผลักดันให้เราทำตามเป้าหมายโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความล้มเหลวดีกว่า ซึ่งเราว่ามันดีมาก เหมือนกับสร้าง Theme ให้ตัวเองในแต่ละปี

คำที่เราได้มาจาก tutorial คือคำว่า Expand & Create ซึ่งเราคิดว่าเหมาะสมมากในปีนี้ ทั้งสองคำในความหมายของเราเองคือ Expand ตัวเองให้มีความกล้าทำและเชื่อใจตัวเองที่จะลองทำสิ่งที่ตัวเองคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ พัฒนาตัวเองในด้านต่างๆของชีวิตและไม่หยุดเรียนรู้ในสิ่งที่เราสนใจ ส่วน Create คือการถ่ายทอดสิ่งที่เราได้เรียนรู้ ไอเดียต่างๆ โปรเจคล้านแปดที่อยากทำ ออกมาเป็นผลงานที่จับต้องได้ อะไรประมาณนี้ แล้วเรายังสามารถแตกหน่อคำเหล่านี้ออกมาเป็น Goal ในแต่ละเดือนใน Theme เดียวกันออกมาได้อีกด้วย ซึ่งเราว่ามันมีประโยชน์มากก็เลยอยากมาแชร์กันกับทุกคน เพื่อนๆคนไหนสนใจก็ลองไปตามลิงค์ได้เลยนะคะ มันฟรี! แล้วก็ขอให้ทุกคนทำตามเป้าหมายได้สำเร็จในปี 2017 กันนะคะ 🙂

กินมังสวิรัติเอา ‘โปรตีน’ มาจากไหน?

IMG_2659

คำถามที่หลายๆคนต้องการคำตอบกันมากเวลาตัดสินใจจะกินมังสวิรัติเลยคือ แล้วเราจะเอาโปรตีนมาจากไหน? ตั้งแต่เด็กๆเราเรียนกันในวิชาสุขศึกษาว่า โปรตีนเป็น 1 ใน 5 หมู่อาหารที่สำคัญมากต่อร่างกายเรา และเราได้รับโปรตีนมาจาก เนื้อ นม ไข่ ซึ่งเราก็ท่องจำกันมาแบบนั้น ตั้งแต่เด็กจนโต ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ผัก ถั่ว และ ธัญพืชหลายๆชนิด ให้โปรตีนได้ ไม่แพ้ เนื้อ นม ไข่ เลยทีเดียวแล้วมีไขมันและคอเรสเตอรอล น้อยกว่ามาก   เช่น ถั่วดำ, อัลมอนด์, ผักโขม, บรอคโคลี่, เห็ด, เต้าหู้ (และอื่นๆอีกมากมาย)

Calorie-and-Protein-Chart
Source: http://www.rebeldietitian.com/plant-base-protein-charts/

เรื่องที่สอง คือ หลายๆคนคิดว่าเราต้องการโปรตีนเยอะมากๆๆ เพื่อไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่ายกาย แต่ถ้าอิงตาม Harvard Health Publication ผู้ใหญ่ต้องการโปรตีนเพียง 0.8 กรัมต่อน้ำหนักร่างกาย 1 กิโลกรัม เท่านั้นเอง ซึ่งคิดเป็นแค่ 10% ของแคลอรี่ทั้งหมดของอาหารที่กินทั้งวัน ซึ่งมันยากมากที่เราจะขาดโปรตีน เพียงแต่เราต้องหัดกินผักและผลไม้ในปริมาณที่ดูเหมือนเยอะมาก แต่ให้แคลอรี่เพียงพอในแต่ละวันก็จะไม่มีปัญหา ส่วนคนที่เป็นนักกีฬาหรือออกกำลังกายก็จะต้องการโปรตีนมากกว่าคนทั่วไปอยู่ที่ 1.4 – 1.8 กรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัมค่ะ

สรุปแล้วก็คือคนส่วนใหญ่(ยกเว้นในประเทศแร้นแค้นบางที่)ไม่เคยมีปัญหาเรื่องการขาดโปรตีนเลย ส่วนใหญ่ที่ขาดกันคือ พวก วิตามินและแร่ธาตุมากว่า ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเรากินมังสวิรัติในปริมาณที่เพียงพอเรื่องพวกนี้ก็จะไม่เป็นปัญหาเลยค่ะ ฉะนั้นเราก็อุ่นใจกันได้เลยค่ะว่าถึงเราจะกินมังสวิรัติแต่เราไม่ขาดโปรตีนแน่นอนค่ะ 🙂

เริ่มทาน ‘มังสวิรัติ’ ทำได้ไม่ยาก

 

IMG_3007

มีความรู้สึกว่าอยากจะแชร์เรื่องการทาน มังสวิรัติ เพราะว่ามีหลายๆคนมาถามเหมือนกันเนื่องจากมักจะตะบะแตกกันไปก่อน วันนี้ก็เลยเอาเคล็ดลับที่ตัวเองเคยทำมาแชร์กันเผื่อจะเป็นประโยชน์ให้ใครหลายๆคนนะคะ ก่อนอื่นต้องขอบอกว่ารวงข้าว เป็นคนที่มีปัญหาสุขภาพมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะมีโรคประจำตัว แต่ที่ผ่านมาคือได้รับฉายาว่า ตัวกินเนื้อ คือ เนื้อย่าง หมูกะทะ บาบีคิวพลาซ่า ชาบู อะไรก็ไม่หวั่น จนกระทั่งมาป่วยหนักเข้าโรงพยาบาล และหมอก็ได้วินิจฉัยว่า ที่ป่วยออดแอดตั้งแต่เด็กๆ ก็เพราะว่ารวงข้าวป่วยเป็น โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือ Auto Immune desease หลังจากออกจากโรงพยาบาลก็ตั้งใจว่าเราต้องหันมาดูแลตัวเองมากขึ้นได้แล้ว โดยเริ่มจากอาหารการกินก่อนเลย รวงข้าวเลยตัดสินใจว่าจะลองเป็นมังสวิรัตดู บวกกับที่ตัวเองเป็นคนสงสารสัตว์อยู่แล้วด้วย จากวันนั้นถึงวันนี้ก็สามปีแล้ว  (แต่ต้องยอมรับว่ามีกินอาหารทะเลบ้างนานๆที) รวงข้าวสุขภาพดีขึ้นมาก ไม่ป่วยออดแอดเหมือนแต่ก่อนแล้ว หน้าก็ใสขึ้นด้วย แล้วก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีเรี่ยวแรงมากกว่าตอนที่กินเนื้อด้วยซ้ำ ก็เลยอยากจะมาแชร์กับทุกคนที่อยากจะลองทาน มังสวิรัตดู หรือว่า ลองทำแล้วพัง กับวิธีง่ายๆในการเริ่ม เพราะนอกจากจะสุขภาพดีขึ้นแล้วก็ยังเป็นบุญกันด้วยนะคะ สาธุ

IMG_2892

  1. ค่อยๆเป็นค่อยๆไป

สิ่งแรกที่อยากให้ทุกคนเข้าใจคือการหันมาทานมังสวิรัตคือการเปลี่ยนแปลง ‘พฤติกรรม’ ในการกินของเรา ฉะนั้นการทำแบบหักดิบ คือเลิกทุกอย่างให้หมดเลยเนี่ย มักจะพังไม่เป็นท่าค่ะ เพราะร่างกายเราเองยังไม่คุ้นเคยกับพฤติกรรมการกินใหม่นี้ ฉะนั้นสิ่งที่แนะนำก็คือ ค่อยๆทำค่ะ โดยอาจจะเริ่มจาก 1 วันต่อ อาทิตย์ เราจะกินมังสวิรัติ ทั้งวัน แล้วค่อยๆขยับไปเป็น ทุกๆวันอาหารเช้าจะกินเป็น เมนูมังสวิรัติ โดยส่วนตัวรวงข้าวเริ่มจากชนิดของเนื้อค่ะ คือ เดือนนี้รวงข้าวจะเลิกกินเนื้อวัว และเดือนต่อไปเลิกกินหมูและเนื้อวัว แล้วก็เพิ่มไปเรื่อยๆ แล้วแต่จะเลือกกันค่ะ

IMG_3027

 

2. เคลียร์ตู้เย็น

เห็นแล้วมันก็อยากกกก แนะนำว่าให้เคลียร์พวกเนื้อต่างๆออกไปค่ะ หรือว่าจะทะยอยกินให้หมดแล้วไม่ต้องซื้อมาเพิ่มก็ได้ แล้วเปลี่ยนเป็นซื้อผัก ผลไม้มาเก็บไว้แทน หรือเนื้อทางเลือก ว่าง่ายๆว่าพวกเนื้อเจ หรือ โปรตีนเกษตร มาไว้ด้วยก็ดีค่ะ

IMG_3810

3. หาแนวร่วม

ชีวิตจะง่ายขึ้นมากถ้ามีเพื่อนร่วมทาง เพราะบางทีทำคนเดียวเราก็จะหาข้ออ้างให้ตัวเอง แต่ถ้ามีอีกคนนึงเรามักจะมีคนคอยเตือนสติ หรือมีคนที่เรารู้สึกเกรงใจว่า เค้ายังไม่กินเลยเราจะกินได้ไง อะไรแบบนั้น รวงข้าวมีคุณแม่ที่มากินมังสวิรัติเป็นเพื่อนหลังจากที่รวงข้าวเริ่มทานมังสวิรัติไปซักพัก รวมถึงคนอื่นๆในครอบครัวรวงข้าวเองก็ช่วยด้วย โดยไม่ชวนกินอาหารที่มีเนื้อแล้วก็เวลาทานข้าวด้วยกันก็จะมีเมนูมังสวิรัติด้วยตลอด แล้วก็มีหมิง แฟนรวงข้าวที่กินมังสวิรัติเหมือนกันด้วยเลยยิ่งสบาย แต่ถ้าไม่มีใครอยากร่วมกับเราก็ไม่เป็นไรค่ะ เพราะตอนแรกสุดรวงข้าวก็เริ่มทำคนเดียวถ้าเรามุ่งมั่นอะไรก็ทำได้

IMG_2525

4. วางแผนเมนูอาหาร

ช่วงแรกๆเราก็มักจะคิดไม่ออกว่าจะกินอะไรดี รวงข้าวแนะนำว่าให้เข้าอินเตอร์เนตไปหาเมนูอาหารมังสวิรัติมา แล้วก็วางแผนว่าอาทิตย์นี้จะกินอะไรบ้าง จะได้ไม่มีข้ออ้างว่า มันไม่มีไรกินเลยซื้อหมูปิ้งมากิน อะไรแบบนั้น แล้วเราจะรู้ด้วยว่าไปซุปเปอร์จะต้องซื้ออะไรบ้าง มาทำอาหาร แล้วยังช่วยประหยัดเงินกับการออกไปกินข้าวนอกบ้านด้วยนะคะ

 

Processed with VSCOcam with f2 preset
Raw Cucumber Spaghetti 

5. มีวินัยต่อตัวเอง

สุดท้ายแล้วตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ถ้าเราตั้งใจและมุ่งมั่นเราก็จะทำสำเร็จค่ะ แต่ถ้าเมื่อไหร่เราตะบะแตกก็ไม่ต้องรู้สึกผิดนะคะ เราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

แต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพก็คือการหันมากินอาหาร ‘Whole Food’ หรืออาหารที่ไม่ผ่านกรรมวิธีแปรรูปต่างๆมากนักจะทำให้เราได้สารอาหารอย่างครบถ้วนเป็นอย่างดี สู้ๆค่ะทุกคน

ไว้ถ้าใครอยากได้สูตรอาหารมังสวิรัติจะลองมาโพสต์ให้วันหลังนะคะ 🙂

A trip to Dia:Beacon

dsc06541

A very beautiful and sunny weekend is the perfect time for a city getaway. A trip to Dia Beacon is just a perfect mix between art, nature and architecture.

We hopped on the trian at Grand Central at 12:43 (missed the 11:43 train) and arrived at Beacon Station around 2:30pm. Dia:Beacon museum is just a 5-10 minute walk away. The museum overlooked the Hudson River with its own beautiful garden. Unfortunately, all the leafs are gone but I can imagine how beautiful it must have been. The museum is ‘hugeeee’ so it’s a good idea  to arrive earlier than 2:30 because the museum closes at 4pm., which left with to little time to see all the exhibitions so we’ll definitely come back next time right when the museum opens!

After the museum we took a walk to Main Street for dinner. It was quite a walk up the hill but only takes around 15 minutes. The town is full with cute little craft stores, galleries and gift shops. Also local family restaurants, which I prefer than eating at a chain restaurant. We ended up eating at BJ soul food restaurant (good price + great quantity!). Then took a 6 o’clock train back to reality :/

Escape Room

 

26paradisio2-master675

ตอนนี้โชว์ในแนว Escape Room กำลังเป็นที่ฮอตฮิตมากๆที่นิวยอร์ค แล้วก็เป็นโอกาสอันดีมากที่เราได้มีโอกาสได้ร่วมโชว์ชื่อ ‘Paradiso’ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โชว์แนวนี้คือโดยส่วนใหญ่เราและคนอื่นๆที่ซื้อตั๋วรอบเดียวกับเราจะเอาตัวเองไปให้เค้าล็อคไว้ในห้องแล้วพยายามช่วยกันหาทางออกโดยจะมี Clue ซ่อนอยู่ตามที่ต่างๆ ซึ่งต้องใช้สมองเยอะมาก เราไปกันกับเพื่อนประมาณเจ็ดคนโดยไม่รู้เลยว่าชะตากรรมจะเป็นยังไง แต่จะบอกว่าเป็นประสบการ์ณใหม่ที่ทั้งแปลก, เหนื่อย, เครียด แต่สนุกมากกกกกๆๆๆ

เนื้อเรื่องมันมีประมาณว่า มีบริษัทนึงชื่อว่า Virgil Corporation ซึ่งเป็นบริษัทที่มีโปรเจ็คลับเกี่ยวกับการฝึกและพัฒนาคน โดยให้คนเนี่ยอาสาสมัครมาร่วมทำการทดลองให้หาทางออกจาก Escape Room เนี่ยแหละ แล้วก็ประมาณว่ามีหลายๆคนที่ไม่ได้กลับออกมาอีกเลย แล้วพวกเราก็คือพวกอาสาสมัครเหล่านั้น โดยสถานที่ๆเข้าไปมันแบบเหมือนตึกออฟฟิศ และต้องเข้าไปกรอกข้อมูลอะไรหลายๆอย่าง คือ สมจริงมาก จนแบบเอ๊ะ นี่สรุปคือยังไง จะรอดมั้ย โดยเค้าให้เวลา 60 นาทีเพื่อหาทางออก แล้วในนั้นเราก็จะเจอตัวละครต่างๆที่ช่วยดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆด้วย ซึ่งทุกคนคือแสดงกันแบบสมบทบาทสุดๆ ตอนแรกยังไม่อินเท่าไหร่ ไปเรื่อยๆแล้วอินกันแบบสุดๆ แล้วคือทุลักทุเลกันมากๆ แต่ในที่สุดก็หาทางออกสำเร็จโดยเหลือเวลาแค่ 4 นาทีเอง ฮ่าๆๆ จะบอกว่ามันส์มากคุ้มค่าเงินที่จ่ายไป ใครมีโอกาสขอให้ลองเลย แต่แนะนำให้ไปกับเพื่อนเยอะๆ จะสนุกเพิ่มขึ้นอีกสองเท่า ไม่อยากเล่ามากเดี๋ยวสปอยหมด 🙂

Photo Credit: https://www.nytimes.com/2016/07/26/theater/paradiso-chapter-1-review.html?_r=0

การเดินทางของหนังสือ

fullsizerenderfullsizerender-2

แน่นอนว่าการเป็นนักเรียนก็ต้องซื้อหนังสือเป็นธรรมดา ซึ่งหนังสือเรียนที่นี่ราคาค่อนข้างแพงมากถึงมากที่สุด แต่โชคดีที่การเรียนการแสดงไม่ต้องใช้หนังสืออะไรมาก ก็แค่หนังสือบทที่ต้องใช้ในการแสดงในห้องเรียนที่ต้องซื้อ ตั้งแต่มาเรียนที่นี่ซื้อไปต้องมีสิบกว่าเล่ม แล้วเล่มละ $9 – $10 รู้สึกว่าไม่แพงเลยเทียบกับหนังสืออย่างอื่น แต่พอคูณไปมาก็เริ่มเยอะเหมือนกัน เลยเริ่มหันมาซื้อมือสองโดยจะเหลือเล่มละประมาณ $4 เมื่อวานเพิ่งไปซื้อ Play เรื่องใหม่มาจากร้านหนังสือ Strand ซึ่งเป็นร้านหนังสือดังของ New York ที่มีหนังสือเรียกว่าทุกชนิดที่คิดออก มีทั้งมือหนึ่ง สอง สาม สี่ ไล่เรียงกันไป บางทีก็มีหนังสือหายาก บางทีก็มีหนังสือลดราคาแบบเหลือเล่มละเหรียญสองเหรียญวางระเกะระกะอยู่บนชั้นนอกร้าน แต่ถึงว่าเป็นร้านหนังสือที่คึกคักมากๆ เพราะนอกจากมีหนังสือแล้วก็มีของกระจุกกระจิกอย่าง magnet ติดตู้เย็น มีข้อความเจ็บจี๊ด หรือ เสียดสี สังคม อ่านแล้วก็มันส์ดี โปสการ์ดเท่ๆ หรือ กระเป๋า หมวก และอื่นๆ

พอเรากลับถึงบ้านพร้อมกับหนังสือเราก็เปิดอ่านตามปกติ อ่านไปได้ครึ่งเล่ม ก็มีกระดาษสีน้ำตาลเก่าๆร่วงลงมาจากหนังสือ ปรากฏว่าหยิบมาดูเป็น slip ใบเสร็จของเจ้าของคนเก่าที่เอาหนังสือมาขายทอดตลาด ตั้งแต่ปี 1997 เจ๋งเป็นบ้า หนังสือเล่มนี้อายุ 20 ปี และเมื่อ 20 ปีที่แล้วราคามือ 1 แค่ 5 เหรียญเศษๆ (ตอนที่เราซื้อมาราคา $4) ก็เลยมานั่งคิดดูว่า กว่าหนังสือเล่มนี้มันจะมาถึงมือเรานี่มันจะผ่านเจ้าของมาแล้วกี่คน ต้องเดินทางมานานเท่าไหร่จนตกมาถึงมือเรา คิดไปก็น่าตลกดีเหมือนกันเพราะหนังสือมันอยู่ในสภาพดีมากๆ ไม่มีรอยขีดเขียนอะไรใดๆ พอรู้ว่าหนังสือเล่มนี้ค่อนข้างแก่แล้วเราก็เลยอยากจะดูแลมันดีๆ เจ้าของคนต่อไปจะได้ดูแลมันดีๆต่อไปด้วย 🙂